รายงาน Datadog ชี้ AI กำลังเผชิญขีดจำกัดด้านการทำงานสวนทางดีมานด์ที่พุ่งกระฉูด
รายงาน State of AI Engineering 2026 จาก Datadog ชี้องค์กรไทยเร่งใช้ AI โตไวในอาเซียน แต่ยังขาดความพร้อมด้านระบบปฏิบัติการ สอดคล้องกับสถิติโลกที่พบ 1 ใน 20 ของคำสั่ง AI ล้มเหลวระหว่างโปรดักชัน โดยมี ‘ข้อจำกัดด้านกำลังรองรับของระบบ’ เป็นคอขวดสำคัญที่ฉุดรั้งการขยายสเกล
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 8 พฤษภาคม 2026
– อุปสรรคของการนำ AI
ไปใช้งานจริงอาจไม่ใช่เรื่องความฉลาดของโมเดลอย่างที่หลายคนเข้าใจ รายงานล่าสุดจาก
Datadog (NASDAQ: DDOG) แพลตฟอร์มชั้นนำด้าน
Observability และ Security เผยให้เห็นว่า เมื่อกระแสการใช้ AI
เติบโตอย่างก้าวกระโดด ‘ความซับซ้อนในการบริหารจัดการระบบ’ กลายเป็นความท้าทายหลักที่ฉุดรั้งไม่ให้องค์กรสามารถขยายสเกลการใช้งาน
AI ได้อย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ
โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน
แม้ประเทศไทยจะเร่งเดินหน้าประยุกต์ใช้ AI
อย่างรวดเร็วเทียบเคียงกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย
แต่เรายังคงเห็นช่องว่างสำคัญในเรื่อง 'ความพร้อมด้านการทำงาน' เมื่อเทียบกับตลาดที่มีความตื่นตัวสูงกว่าอย่างสิงคโปร์
รายงาน 'State of AI Engineering 2026' จาก Datadog
ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากองค์กรนับพันแห่งที่ใช้งาน AI ในระบบการทำงานจริง
ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาความซับซ้อนที่ทวีคูณขึ้นเมื่อองค์กรพยายามขยายสเกลระบบ
ปัจจุบัน 69% ของบริษัทต่างๆ มีการใช้งานโมเดล AI ตั้งแต่ 3 โมเดลขึ้นไป
ควบคู่ไปกับระบบการทำงานของเอเจนต์ (Agent Workflows) ที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น
สิ่งที่น่ากังวลคือ
ราว 5% ของคำสั่งประมวลผลที่ส่งไปยัง AI
เกิดความล้มเหลวบนสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง โดยกว่า 60%
ของข้อผิดพลาดดังกล่าวมีสาเหตุมาจาก ‘ข้อจำกัดด้านกำลังรองรับของระบบ’ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงทำให้แอปพลิเคชัน
AI ทำงานล่าช้า เกิดข้อผิดพลาดในระบบ และลดทอนประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้
นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ที่น่าจับตามองในวงการ
AI อีกหลายประเด็น:
●
การก้าวเข้าสู่ยุค Multi-model
อย่างเต็มตัว:
องค์กรต่าง ๆ เริ่มลดการพึ่งพาโมเดลใดโมเดลหนึ่งเพียงอย่างเดียว แม้ว่า OpenAI
จะยังคงครองสัดส่วนผู้ใช้งานสูงสุดที่ 63% แต่ทางเลือกที่กำลังมาแรงอย่าง Google
Gemini และ Anthropic Claude ก็เติบโตขึ้นอย่างน่าจับตามอง
ด้วยสัดส่วนการใช้งานที่พุ่งสูงขึ้น 20% และ 23% ตามลำดับ
●
การใช้ Agent Framework
เติบโตขึ้นถึงเท่าตัวในรอบปี:
แม้เครื่องมือกลุ่ม Agent Framework
จะช่วยเร่งความเร็วในการพัฒนาแอปพลิเคชันได้ดีเยี่ยม
แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความซับซ้อน (Moving Parts) ให้กับโปรดักชันด้วยเช่นกัน
●
ปริมาณข้อมูลที่ป้อนให้ AI
ประมวลผลต่อครั้งพุ่งสูงขึ้น:
ขนาดของข้อมูลที่ส่งให้โมเดล AI
ประมวลผลต่อหนึ่งคำสั่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างชัดเจนจำนวนโทเค็นเฉลี่ยต่อหนึ่งคำขอเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในกลุ่มทีมที่มีการใช้งานระดับกลาง
และเพิ่มขึ้น 4 เท่าสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานหนัก
“ภาพรวมของเทคโนโลยี
AI ในขณะนี้มีความคล้ายคลึงกับยุคเริ่มต้นของคลาวด์ (Cloud) เป็นอย่างมาก” คุณ
Yanbing Li ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Datadog กล่าวเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจ
“คลาวด์ทำให้ระบบต่าง ๆ สามารถควบคุมและปรับแต่งผ่านซอฟต์แวร์ได้มากขึ้น
แต่ก็ทำให้การบริหารจัดการซับซ้อนขึ้นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบัน AI
ก็กำลังสร้างผลกระทบในลักษณะเดียวกันในระดับแอปพลิเคชัน”
เธอยังได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญว่า
“ในสมรภูมินี้
องค์กรที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดจะไม่ใช่แค่ผู้ที่สร้างโมเดลได้เก่งกว่า
แต่เป็นองค์กรที่สร้างการควบคุมการทำงานรอบโมเดลเหล่านั้นได้ และในยุคนี้ AI Observability จะมีความจำเป็นเช่นเดียวกับ Cloud
Observability เมื่อหนึ่งทศวรรษก่อน”
“ความล้มเหลวระลอกถัดไปของระบบเอเจนต์
(Agent) จะไม่ได้มาจากข้อจำกัดว่ามันทำอะไรไม่ได้ แต่จะมาจากข้อผิดพลาดที่ทีมพัฒนา
'มองไม่เห็น’" นี่คือมุมมองที่น่าสนใจจากคุณ Guillermo Rauch
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Vercel ผู้อยู่เบื้องหลัง Next.js
และแพลตฟอร์มชั้นนำสำหรับการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI
คุณ
Rauch อธิบายเจาะลึกถึงประเด็นนี้ว่า
“ที่ Vercel เรามุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเอเจนต์
(Agentic Infrastructure) โดยเฉพาะ
เพราะเอเจนต์เองก็จำเป็นต้องมีการเก็บฟีดแบ็กจากโปรดักชันมาพัฒนาต่อ ไม่ต่างจากซอฟต์แวร์ชั้นนำทั่วไป
ข้อแตกต่างสำคัญคือ ซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมจะทำงานตามลำดับคำสั่งที่ตายตัว
แต่สำหรับเอเจนต์ มีลำดับและเส้นทางการทำงานที่ถูกกำหนดโดย
LLM เอง ทำให้ Observability ไม่ใช่เพียงสิ่งที่มีประโยชน์ แต่เป็นสิ่งจำเป็น”
“นวัตกรรมเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป"
คุณ Li กล่าวเสริม "หากองค์กรต้องการขยายสเกล AI
อย่างมั่นใจการมีระบบที่สามารถมองเห็นสถานะการทำงานแบบเรียลไทม์ได้ครอบคลุมทุกส่วนของโครงสร้างระบบถือเป็นหัวใจสำคัญ
ซึ่งต้องสามารถเจาะลึกได้ตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์อย่าง อัตราการใช้งาน GPU (GPU
Utilization) ไปจนถึงระดับซอฟต์แวร์อย่างการติดตามพฤติกรรมของโมเดล
และเวิร์กโฟลว์ของเอเจนต์”
เธอย้ำว่า
“ความสามารถในการมองเห็นภาพรวมและการควบคุมการปฏิบัติการเหล่านี้
คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ทีมงานสามารถเดินหน้าพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว
โดยไม่ลดทอนความน่าเชื่อถือของระบบและยังคงรักษา การกำกับดูแลระบบไว้ได้อย่างรัดกุมเมื่อระบบมีขนาดใหญ่ขึ้น
ในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อระบบขยายสเกล วิธีที่องค์กรปฏิบัติการและดูแลระบบ AI
อาจสำคัญยิ่งกว่าการเลือกโมเดล”
อ่านรายงานฉบับเต็ม
The State of AI Engineering 2026 และศึกษาวิธีที่ Datadog ลงทุนใน AI
Observability เพื่อช่วยให้ทีมสามารถบริหารจัดการและขยายสเกลระบบ AI
ในระดับโปรดักชันได้ที่นี่

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น