ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ติดอันดับ TOP 10 สุดยอดบริษัทที่มีนวัตกรรมด้านธุรกิจโดดเด่นที่สุดของปี 2026 จาก FAST COMPANY
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ติดอันดับ TOP 10 สุดยอดบริษัทที่มีนวัตกรรมด้านธุรกิจโดดเด่นที่สุดของปี 2026 จาก FAST COMPANY
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน ขึ้นแท่น TOP 10 สุดยอดบริษัทที่มีนวัตกรรมด้านธุรกิจโดดเด่นที่สุดของปี
2026 จากการจัดอันดับของ Fast Company
FAST COMPANY สื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลกที่มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมการทำธุรกิจให้ก้าวหน้า
โดยมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมในด้านเทคโนโลยี จริยธรรม เศรษฐศาสตร์ และการออกแบบ
นิตยสารและเว็บไซต์นำเสนอมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับอนาคตของธุรกิจ สำหรับการจัดอันดับ
The
World's Most Innovative Companies เป็นที่ยอมรับในระดับโลกและมีการจัดอันดับอย่างต่อเนื่อง
โดยปีนี้ดำเนินการจัด 50 อันดับบริษัทที่มีนวัตกรรมโดดเด่นที่สุดในโลก
ซึ่งจัดแบ่งเป็นกลุ่มประเภทต่างๆ
สำหรับ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทอันดับ 6 ที่มีนวัตกรรมโดดเด่นที่สุดในหมวดบริการธุรกิจของปี 2026
หรือ The most innovative business services companies for 2026 จาก 10 บริษัทที่มีบริการในกลุ่มเดียวกัน โดยผลงานนวัตกรรมด้าน AI ของชไนเดอร์
อิเล็คทริค ทำให้กระบวนการประเมินผลลัพธ์การปล่อยคาร์บอนในซัพพลายเชนง่ายขึ้น ช่วยซัพพลายเออร์ลด Carbon Footprint ลง
โดย FAST COMPANY ระบุว่า ตลอดช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือกลุ่มบริษัทข้ามชาติด้านการจัดการพลังงานและระบบอัตโนมัติจากปารีสที่มีอายุยาวนานถึง
190 ปี ได้พยายามช่วยซัพพลายเออร์รายใหญ่ 1,000 รายแรกของบริษัท ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในไตรมาสที่
3 ของปี 2025 บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซได้ถึง
53% เกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 50% โดยกรกฎาคม 2025 ได้เปิดตัว Zeigo Hub เป็นผลิตภัณฑ์แรกในระบบนิเวศแบบ
AI-native ที่ใช้ Agentic AI เพื่อจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซของซัพพลายเออร์โดยอัตโนมัติ
จัดการโครงการลดคาร์บอน สนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลและขยายผลไปยังซัพพลายเออร์กว่า
2,700 ราย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้เข้าร่วม และมกราคม 2026 ประกาศควบรวม Zeigo
Hub เข้ากับแพลตฟอร์มใหม่ Resource
Advisor+
ในขณะที่ระยะแรกของโครงการ Zero Carbon
Project ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มุ่งเน้นไปที่การปล่อยก๊าซใน Scope
1 และ Scope 2 แต่ Zeigo Hub ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ซัพพลายเชน Resource
Advisor+ มีเป้าหมายเพื่อช่วยซัพพลายเออร์ลดผลกระทบใน Scope 3 ซึ่งเป็นการปล่อยก๊าซที่เกิดจากกระบวนการผลิตขั้นต้น เช่น
การซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงการปล่อยก๊าซจากกระบวนการหลังการผลิต เช่น
ผลกระทบทางคาร์บอนจากการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังสิ้นอายุการใช้งาน เป็นต้น
นอกจากนี้ในรายงานทางการเงินของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ไตรมาส 4 ของปี 2025 ประกาศว่า สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 862
ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า ซึ่งมากกว่าเป้าหมายเดิมที่ 800 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า ทั้งนี้ในปี
2025 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้รับเลือกให้เป็นอันดับ 1 ใน Gartner’s
Supply Chain Top 25 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
และรายได้รวมตลอดทั้งปีของบริษัทพุ่งสูงเกิน 4 หมื่นล้านยูโรเป็นครั้งแรก


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น