ศึก AI เดือด! DeepSeek ปล่อยหมัดเด็ดส่ง 'V4' ลงสนาม ท้าชนคู่แข่งด้วยประสิทธิภาพระดับโปรในต้นทุนที่ถูกลง

ศึก AI เดือด! DeepSeek ปล่อยหมัดเด็ดส่ง 'V4' ลงสนาม ท้าชนคู่แข่งด้วยประสิทธิภาพระดับโปรในต้นทุนที่ถูกลง



สตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์สัญชาติจีนอย่าง DeepSeek ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการปล่อยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ตัวใหม่ล่าสุดอย่าง "V4" ในเวอร์ชันพรีวิวออกมาให้ผู้ใช้งานได้ทดสอบความสามารถกันแล้ว โดยการเปิดตัวครั้งนี้ทิ้งห่างจากการเปิดตัวโมเดล R1 ที่เคยสั่นสะเทือนวงการเทคโนโลยีโลกไปกว่าหนึ่งปี

มีอะไรใหม่ใน DeepSeek V4? โมเดล V4 ยังคงจุดเด่นเรื่องการเป็นระบบเปิด (Open-source) ที่ให้นักพัฒนาสามารถดาวน์โหลดโค้ดไปรันหรือปรับใช้ได้ โดยปล่อยออกมา 2 เวอร์ชันคือ "Pro" และ "Flash" ตามขนาดการใช้งาน จุดเด่นสำคัญของ V4 คือการทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในงานที่ต้องใช้ระบบตัวแทน (Agent-based tasks), การประมวลผลความรู้ และการอนุมาน (Inference) โดยมีต้นทุนการประมวลผลที่ต่ำกว่ารุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้ยังถูกปรับแต่งมาให้ทำงานร่วมกับเครื่องมือยอดนิยมอย่าง Claude Code ของ Anthropic และ OpenClaw ได้อย่างดีเยี่ยม

สะเทือนตลาด AI จีน แต่โลกอาจไม่ช็อกเท่าตอน R1 ก่อนหน้านี้ โมเดล R1 ของ DeepSeek เคยทำให้นักลงทุนทั่วโลกตื่นตระหนกมาแล้ว เพราะใช้เวลาสร้างเพียง 2 เดือนด้วยเงินทุนไม่ถึง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กลับมีประสิทธิภาพเทียบเท่าเทคโนโลยีจากบริษัทบิ๊กเทคระดับโลก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า V4 อาจไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดโลกเท่ากับตอน R1 เนื่องจากตอนนี้นักลงทุนรับรู้และปรับตัวรับมือกับความจริงที่ว่า AI จากจีนมีราคาถูกและมีศักยภาพสูงกันไปแล้ว

แต่ผลกระทบกลับไปตกอยู่ที่การแข่งขันภายในประเทศแทน การมาของ V4 เป็นการประกาศตัวเป็นคู่แข่งโดยตรงกับบริษัทจีนรายอื่นๆ อย่าง Alibaba และ ByteDance ข่าวนี้ส่งผลให้หุ้นของบริษัท AI คู่แข่งสัญชาติจีน เช่น MiniMax และ Zhipu ร่วงลงถึง 8% รวมถึง Manycore Tech ที่ร่วงลงถึง 9%

ก้าวสำคัญสู่ "อธิปไตยทาง AI" ของจีน สิ่งที่น่าจับตามองอย่างมากคือเรื่องของชิปประมวลผล ล่าสุด Huawei ได้ออกมายืนยันว่าระบบประมวลผล AI ที่ใช้ชิป Ascend ของตนสามารถรองรับการทำงานของโมเดล V4 ได้ แม้จะยังไม่แน่ชัดว่ามีการใช้ชิปของ Huawei เทียบกับชิปของสัญชาติอเมริกันอย่าง Nvidia ในการฝึกฝนโมเดลสัดส่วนเท่าใด แต่ความสามารถของ V4 ที่สามารถรันบนชิปท้องถิ่นได้นั้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลปักกิ่งเข้าใกล้เป้าหมายในการมี "อธิปไตยทางเทคโนโลยี AI" และลดการพึ่งพาชิปขั้นสูงจากสหรัฐฯ ได้มากขึ้น

หลังจากการประกาศเปิดตัว V4 หุ้นของบริษัทผู้ผลิตชิปสัญชาติจีนอย่าง SMIC และ Hua Hong Semiconductor ก็พุ่งทะยานขึ้นรับข่าวดีถึง 9% และ 15% ตามลำดับ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าการแข่งขันที่เข้มข้นนี้จะช่วยเร่งให้การพัฒนาเทคโนโลยี AI ของทั้งโลกก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ที่มาข้อมูล

ความคิดเห็น